ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

เสี่ยง HIV นึกถึงยาเป๊ป (PEP)

ถ้าจะพูดถึง ยาเป๊ป (PEP) คุณอาจเคยได้ยินการใช้ยานี้ ในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยง หรืออาจเคยอ่านผ่านหูผ่านตามาจากสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่ได้มีการรณรงค์ให้ความรู้ในการป้องกันไวรัสเอชไอวี เนื่องจากปัจจุบันการนัดพบปะกันสามารถเกิดขึ้นได้ง่าย ด้วยเทคโนโลยีสมาร์ทโฟน หรือเก็ตเจ็ตต่างๆ ที่เอื้ออำนวยในการพูดคุยสื่อสารกันอย่างรวดเร็ว ถ้าถูกใจใครหรือชอบใครอยู่ ก็สามารถชวนกันไปมีกิจกรรมได้ทันที และนั่นนำมาซึ่งความเสี่ยง ถ้าคุณเกิดเผลอตัวเผลอใจมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน

เสี่ยง HIV นึกถึงยาเป๊ป (PEP)

ยาเป๊ป (PEP) ทำหน้าที่อะไร

เป๊ป คือ ยาต้านไวรัสเอชไอวีหลังมีความเสี่ยง หรือมีเพศสัมพันธ์มาแล้ว และเกิดเหตุการณ์ที่ไม่มั่นใจว่าคุณอาจได้รับเชื้อมาในร่างกาย ส่วนใหญ่จะเรียกยานี้ว่า “ยาต้านฉุกเฉิน” นั่นเอง ส่วนผสมของยาชนิดนี้ ประกอบไปด้วยตัวยาต้านไวรัสจำนวน 3 ชนิด รวมอยู่ในเม็ดเดียว หรือสองเม็ด ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ของแพทย์ซึ่งเมื่อทานจะเข้าไปยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสเอชไอวี ไม่ให้ไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันและท้ายที่สุดเชื้อก็ตายลงไปไม่มีโอกาสได้เกิดโรค โดยยาเป๊ป จำเป็นต้องทานให้เร็วที่สุด ตั้งแต่หลังมีความเสี่ยงไปไม่เกิน 72 ชั่วโมง และจะต้องทานให้ครบจำนวน 28 วัน เพื่อให้ตัวยาทำหน้าที่กำจัดเชื้อไวรัสเอชไอวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับความเสี่ยงที่ควรทานยาเป๊ป ได้แก่

  • มีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย ไม่ได้ทานยาเพร็พ (PrEP)
  • สวมถุงยางอนามัย แต่เกิดการฉีกขาด แตก หรือหลุดรั่ว ขณะมีเพศสัมพันธ์
  • ถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้สติ
  • มีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อเอชไอวีและคนๆ นั้นไม่ได้ทานยาต้านไวรัสอยู่
  • มีการใช้เข็มฉีดยาหรือกระบอกฉีดยาอันเดียวกับผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี
  • ถูกเข็มทิ่มตำในกรณีบุคลากรทางการแพทย์ในสถานพยาบาล
  • มีเพศสัมพันธ์และฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีเลือดออก หรือมีแผลฉีกขาด

ยาเป๊ปกินตอนไหน

ควรทานยาเป๊ปทันที หลังจากที่ได้รับการตรวจเอชไอวีและยาจากแพทย์แล้ว หากจะให้ดีที่สุด คือ ไม่ควรทานเกิน 48 ชั่วโมง เพราะการทิ้งระยะเวลาไว้นาน​โอกาสในการรักษาไม่ได้ผลก็มีสูง แต่หากมีความเสี่ยงเกิน 48 ชั่วโมงแล้วก็ให้ยึดหลักที่ว่าต้องทานยาเป๊ปไม่เกิน 72 ชั่วโมงก็ยังสามารถรักษาได้ทันการณ์ ทั้งนี้ คุณควรให้ความสำคัญของการทานยาเป๊ปที่ตรงต่อเวลา และมีวินัยสูงสุด เพื่อไม่ให้ตัวเองขาดยา

รับยาเป๊ปได้ที่ไหน

ยาเป๊ปมีบริการในคลินิกเฉพาะทางหรือโรงพยาบาลขนาดใหญ่ และมีค่าใช้จ่ายในการรับยาอยู่ที่ราว ๆ 1,200-2,000 บาท ขึ้นอยู่กับสถานพยาบาลที่คุณเดินทางไปติดต่อ และค่าบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งส่วนใหญ่จะมีขั้นตอนในการรับยา ดังนี้

  • แจ้งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ของสถานพยาบาลว่าคุณมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อเอชไอวี
  • แพทย์เริ่มซักประวัติความเสี่ยงที่เกิดขึ้น และวินิจฉัยว่าจำเป็นต้องทานยาเป๊ปหรือไม่
  • แพทย์จะทำการตรวจเอชไอวี ตรวจไวรัสตับอักเสบบี ตรวจซิฟิลิส ตรวจการทำงานของตับและไต
  • หากผลตรวจออกมาปกติ แพทย์จะให้คำแนะนำและจ่ายยาเป๊ปให้คุณ นำกลับไปทานที่บ้านได้
  • เมื่อทานยาครบหมดแล้ว จะมีการนัดพบแพทย์อีกครั้งเพื่อทำการตรวจเอชไอวีซ้ำ
  • ในช่วงระหว่างทานยาเป๊ป ควรงดบริจาคโลหิต และสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
การรับยาเป๊ป

ยาเป๊ปมีผลเสียกับร่างกายไหม

ยาต้านฉุกเฉินมีความปลอดภัย และปัจจุบันสูตรยายังมีผลข้างเคียงเพียงเล็กน้อย หรือในบางรายอาจไม่มีผลอะไรเกิดขึ้นเลย เช่น อาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย รู้สึกอ่อนเพลีย เป็นต้น แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะอาการเหล่านี้จะหายไปได้เองหลังจากสัปดาห์แรกที่เริ่มทานยา แต่ถ้าคุณมีอาการนอกเหนือจากนี้ ที่รุนแรงผิดปกติ ควรรีบกลับไปพบแพทย์โดยด่วน

ถึงแม้ว่า ยาเป๊ป จะมีประสิทธิภาพที่ดีในการป้องกันไวรัสเอชไอวี แต่การป้องกันอย่างสูงสุด ถือเป็นสิ่งสำคัญที่คุณควรตระหนักถึงมากกว่าการแก้ปัญหาทีหลัง การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงจะช่วยลดโอกาสที่คุณจะติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ลงได้ เช่น ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ไม่ใช้สารเสพติด ไม่ดื่มเครื่องดื่มมึนเมา ไม่ลืมสวมถุงยางอนามัย เป็นต้น การลดละเลิกพฤติกรรมเหล่านี้ ทำให้คุณไม่ต้องกังวลว่าจะมีความเสี่ยงใด และช่วยให้กิจกรรมทางเพศของคุณมีความปลอดภัยมากที่สุด

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ


โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เอดส์ และ HIV รักษาได้ไหม

  HIV (Human Immunodeficiency Virus) คือ ไวรัสชนิดหนึ่งที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ทำให้ร่างกายไม่สามารถต้านทานโรคต่าง ๆ ได้ และอาจเกิดโรคแทรกซ้อนอีกมากมายตามมาไม่ว่าจะเป็นโรควัณโรคปอด มะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคทางสมอง ซึ่งอาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ เมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัส HIV ร่างกายมักจะเริ่มแสดงอาการต่าง ๆ ออกมาให้เห็น ภายใน 1-2 เดือน โดยจะมีอาการต่างๆ ดังต่อไปนี้ มีไข้ หนาวสั่น อาการไอเรื้อรัง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดหรือวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ผิวหนังเป็นผื่น ผิวหนังอักเสบ หรือมีรอยฟกช้ำเป็นจุด ต่อมน้ำเหลืองบวม น้ำหนักลด ท้องเสียเรื้อรัง เหงื่อออกมากผิดปกติ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน อาการ HIV และโรคเอดส์รักษาได้ไหม? ในปัจจุบัน ยังไม่มียาหรือวิธีการรักษาใด ที่ช่วยทำให้หายขาดจากการติดเชื้อ HIV หรือการป่วยเป็นโรคเอดส์ได้ 100% ซึ่งแนวทางการรักษาในปัจจุบันของทั้งผู้ป่วย HIV และโรคเอดส์ มีเป้าหมายเดียวกัน คือการฟื้นฟูภูมิคุ้มกันร่างกายที่บกพร่องของผู้ป่วย ให้กลับมาแข็งแรงเป็นปกติได้มากที่สุด โดย การใ

เราควรตรวจเอชไอวีบ่อยแค่ไหน?

                            เอชไอวีเป็นโรคที่แพร่หลัก ๆ ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ฉะนั้นถ้าจะประเมินว่า ควรตรวจบ่อยแค่ไหน ให้ ประเมินจากพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ของแต่ละคน จะดีที่สุด เพราะเอชไอวีไม่ใช่โรคที่อยู่ ๆ จะติดมาเลยเพียงแค่สัมผัสร่างกายคนอื่น แต่ช่องทางการติดจะมาจาก เพศสัมพันธ์ที่ ไม่ใช้ถุงยางอนามัย และการใช้เข็มฉีดยาซ้ำเป็นหลัก ช่องทางอื่นจะมาจากการที่สารคัดหลั่งใด ๆ เข้าสู่ร่างกายผ่านแผลสดขนาดใหญ่ หรือการรับเลือดของผู้มีเชื้อ แต่สองช่องทางนี้จะมีโอกาสได้น้อยมาก ทำให้เพศสัมพันธ์ยังเป็นช่องทางหลักของการแพร่เชื้อเอชไอวี ฉะนั้นหากใครที่ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์บ่อยมากนัก หรือมีกับคน ๆ เดียวที่คุ้นเคยกันดี ก็ไม่มีความจำเป็นต้องตรวจเอชไอวีมากนัก อาจจะตรวจแค่ครึ่งปีครั้ง หรือปีละครั้งเลยก็ได้ เพราะถือว่าไม่ได้มีความเสี่ยงรับเชื้อ แต่สำหรับ คนที่มีเพศสัมพันธ์บ่อยกับคนที่ไม่รู้สถานะผลเลือด ควรเข้าตรวจเอชไอวีเพื่อรับยา PrEP ไปทานเพื่อป้องกันเอชไอวีจะดีที่สุด เพราะจะได้ไม่ต้องตรวจเอชไอวีบ่อยด้วย ที่ต้องตรวจจะมีแค่ช่วงก่อนรับยาไปทานและหลังทานยาครบในครั้งที่ 1 หรือ 2 เท่านั้น หลังจากครั้งที่ 3 เ