ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

สัญญาณเตือนว่าน้องชายคุณมีปัญหาแล้วล่ะ!!

สุขภาพทางเพศของอวัยวะเพศ เป็นสิ่งสำคัญของความเป็นอยู่ที่ดีโดยรวม และจําเป็นต้องตระหนักถึงสัญญาณเตือนที่อาจบ่งบอกก็ถึงปัญหาที่อาจเกิด ในบทความนี้มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีค่าและคำแนะนำเชิงปฏิบัติ สำหรับผู้ชายในการระบุสัญญาณเตือนของอาการเจ็บปวดที่บริเวณอวัยวะเพศ โดยเฉพาะอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วยการทําความเข้าใจถึงสัญญาณเตือนเหล่านี้ ผู้ชายสามารถดําเนินการเชิงรุกเพื่อปกป้องสุขภาพทางเพศ และไปพบแพทย์ได้ทันท่วงที เพื่อรับความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวดขณะปัสสาวะ มีหนองไหลออกจากปลายองคชาต มีแผลที่อวัยวะเพศ มีอาการคัน หรือรู้สึกไม่สบายขณะทํากิจกรรมทางเพศ การรับรู้ถึงอาการพวกนี้มีความสําคัญต่อการตรวจหาตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อเข้าสู่ขั้นการรักษาที่มีประสิทธิภาพ และการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อยในผู้ชายมีอะไรบ้าง?

  • โรคหนองในแท้และหนองในเทียม
    • โรคนี้เป็นหนึ่งในการติดเชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อยที่สุด มักแสดงอาการเล็กน้อย หรือแทบไม่มีอาการ แต่อาจทําให้รู้สึกเจ็บปวดได้ขณะปัสสาวะ และปวดบริเวณอัณฑะ บางคนอาจมีหนองไหลหรือมูกขุ่น/ใส ออกจากปลายองคชาต
  • โรคซิฟิลิส
    • คือการติดเชื้อแบคทีเรียที่ดําเนินไปเป็นระยะถ้าไม่ได้รับการรักษา โดยทั่วไปจะแสดงเป็นแผลที่ไม่เจ็บปวด (แผลริมอ่อน) ที่อวัยวะเพศทวารหนักหรือปาก ในขณะที่การติดเชื้อดําเนินไป อาจมีอาการต่างๆ ได้แก่ ผื่น มีไข้ อ่อนเพลีย และต่อมน้ําเหลืองบวม
  • โรคเริมที่อวัยวะเพศ
    • เกิดจากเชื้อไวรัสเริม (HSV) และอาจทําให้เกิดแผลที่เจ็บปวดแสบร้อนที่อวัยวะเพศหรือรอบๆ รูทวารหนัก เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ หรืออาจมีไข้ ปวดหัว ปวดเมื่อยตามร่างกายคล้ายกับโรคไข้หวัดใหญ่ได้
  • โรคหูดหงอนไก่หรือไวรัสเอชไอวี
    • เกิดจากเชื้อไวรัส Human Papillomavirus (HPV) ที่ทำให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศ ใต้หนังหุ้มปลายองคชาต เส้นสองสลึง รูท่อปัสสาวะ และรอบทวารหนัก โดยเชื้อนี้อาจก่อให้เกิดมะเร็งบางชนิด รวมถึงโรคยอดฮิตอย่างมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งทวารหนักได้ในอนาคตหากไม่ทำการรักษา
  • ไวรัสเอชไอวี
    • เกิดจากไวรัส Human Immunodeficiency Virus ที่แทบไม่แสดงอาการให้เราสังเกตเห็นได้เลย เพราะไวรัสต้องใช้ระยะเวลาในการแพร่จำนวน ซึ่งในระยะแรกที่ติดเชื้อแบบเฉียบพลันจะมีอาการคล้ายคนเป็นไข้หวัดใหญ่ มีไข้สูง ไอเจ็บคอ มีผื่นขึ้นตามร่างกาย ต่อมน้ำเหลืองบวมตามบริเวณใต้ลำคอ รักแร้ หรือขาหนีบ และอาจมีอาการท้องเสียหลายวันต่อเนื่องกัน
  • โรคพยาธิในช่องคลอด
    • ถึงแม้ชื่อจะบอกว่าเป็น พยาธิในช่องคลอด แต่ผู้ชายก็สามารถติดเชื้อนี้ได้ เกิดจากเชื้อโปรโตซัวที่ชื่อ Trichomonas ซึ่งมีโอกาสติดเชื้อที่ท่อปัสสาวะและต่อมลูกหมากได้ ทำให้มีอาการระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ ปัสสาวะแสบขัด เกิดภาวะท่อปัสสาวะอักเสบ หรือมีมูกใสไหลออกจากปลายองคชาต
  • โรคไวรัสตับอักเสบบี
    • เกิดจากไวรัสตับอักเสบบี คือ การติดเชื้อไวรัสที่ส่งผลต่อตับเป็นหลัก สามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเลือดที่ไม่ได้ผ่านการคัดกรอง โรคนี้อาจนําไปสู่ภาวะแทรกซ้อนของตับ ทำให้ร่างกายมีความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย เป็นดีซ่าน (ตัวเหลือง ตาเหลือง) ปวดท้องบริเวณชายโครงด้านขวา และมีปัสสาวะสีเข้ม
  • โรคไวรัสตับอักเสบซี
    • เกิดจากไวรัสตับอักเสบซี แต่มีอาการคล้ายคลึงกับโรคไวรัสตับอักเสบบี ที่สิบปีแรกผู้ติดเชื้อแทบไม่พบอาการใดๆ เลย แต่เมื่อไวรัสแพร่กระจายทั่วร่างกายแล้วจะเริ่มทำลายตับจนอาจทำให้เกิดอาการของโรคตับแข็ง และพัฒนาเป็นโรคมะเร็งตับ และมีโอกาสเสียชีวิตได้หากไม่ทำการรักษา

สิ่งสำคัญ คือต้องสังเกตว่าการติดเชื้อบางชนิด อาจไม่แสดงอาการที่มองเห็นได้ โดยเน้นย้ำความสําคัญของการตรวจกามโรคและการสื่อสารระหว่างคู่นอนอย่างสม่ำเสมอ การปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ มีความสำคัญต่อทั้งสุขภาพส่วนตัวและคู่นอนของคุณเอง

สัญญาณเตือนของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

  • ของเหลวไหลออกมา : พบหนองหรือของเหลว ไหลออกมาจากบริเวณปลายองคชาต ที่ไม่ใช่น้ำอสุจิ
  • มีอาการคัน : มีผื่นหรือรู้สึกระคายเคืองที่อวัยวะเพศ มีอาการคันอย่างต่อเนื่อง มีรอยแดงหรือตุ่มผิดปกติ
  • ปัสสาวะแสบขัด : คืออาการรู้สึกปวด ขณะที่กำลังปัสสาวะ หรือปัสสาวะลําบาก รู้สึกไม่สบายที่บริเวณอวัยวะเพศ
  • มีแผลที่อวัยวะเพศ : พบแผลที่บริเวณอวัยวะเพศหรือรอบๆ อาจเป็นแผลเปิด แผลพุพอง หรือแผลที่องคชาต ถุงอัณฑะ หรือรูทวารหนัก
  • เจ็บระหว่างมีเพศสัมพันธ์ : เกิดความเจ็บปวดระหว่างการมีเพศสัมพันธ์หรือการสอดใส่ รู้สึกไม่สบายระหว่างมีกิจกรรมทางเพศ หรือปวดระหว่างมีการหลั่งนํ้าอสุจิ

การป้องกัน และการปฏิบัติทางเพศที่ปลอดภัย

การป้องกันและการปฏิบัติทางเพศที่ปลอดภัย เป็นพื้นฐานในการรักษาสุขภาพทางเพศ และลดความเสี่ยงของการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มาตรการป้องกันและแนวทางปฏิบัติที่ปลอดภัยที่สําคัญ ได้แก่:

การใช้ถุงยางอนามัยอย่างสม่ำเสมอและถูกต้อง

การใช้ถุงยางอนามัยอย่างสม่ำเสมอ และถูกต้องระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ สามารถลดความเสี่ยงของโรคติดต่อทางเพศลงได้มากกว่า 90% ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้ใช้ถุงยางอนามัยตั้งแต่ต้นจนจบกิจกรรมทางเพศ และใช้อย่างถูกวิธีตามคำแนะจำจากแพทย์

การตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศเป็นประจํา

การตรวจเลือดเพื่อคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจํามีความสําคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนแปลกหน้า หรือมีจำนวนคู่นอนหลายคน เพราะจะทําให้สามารถตรวจพบโรคได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และดำเนินการรักษาได้ทันท่วงที แม้ไม่มีอาการก็จำเป็นต้องตรวจและพูดคุยกับแพทย์ กําหนดแผนการตรวจที่เหมาะสมกับกิจกรรมทางเพศและปัจจัยเสี่ยงของคุณ

การสื่อสารกับคู่นอนเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศ

การสื่อสารอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา กับคู่นอนเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องจำเป็นที่ช่วยสร้างความไว้วางใจให้กับคุณทั้งคู่ว่ามีความตั้งใจ ในการปกป้องสุขภาพที่ดีของกันและกัน อาจพูดคุยเรื่องประวัติทางเพศในอดีต การชวนกันไปตรวจเลือดหรืออาการใดๆ ที่เกิดขึ้น

จำกัดจำนวนคู่นอน

การไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ และการมีความสัมพันธ์ แบบรักเดียวใจเดียว ช่วยลดความเสี่ยงในต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ดีที่สุด เพราะไม่ต้องเสี่ยงรับเชื้อกับคนแปลกหน้าที่คุณไม่มั่นใจว่าเขามีโรคอะไรอยู่หรือไม่ การมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่คุณรู้สถานะเอชไอวี และมั่นใจว่าปราศจากเชื้อกามโรคจะทำให้ชีวิตเซ็กส์ของคุณปลอดภัย

ฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่จำเป็น

มีการฉีดวัคซีนที่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิดได้ เช่น วัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี (HPV) ที่เป็นสาเหตุของโรคหูดที่อวัยวะเพศและโรคมะเร็งบางชนิด หรือวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ที่เป็นสาเหตุของโรคตับแข็ง คุณควรปรึกษากับแพทย์ของคุณ เพื่อพิจารณาว่าวัคซีนชนิดใดที่เหมาะสม

ไม่แชร์เข็มฉีดยาร่วมกับใคร

หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยา กระบอกฉีดยา หรืออุปกรณ์ในเสพยายาร่วมกันกับผู้อื่น ในกรณีผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น รวมถึงผู้ที่ชอบสักหรือเจาะร่างกาย ก็ควรเลือกร้านบริการที่ได้มาตรฐานและอุปกรณ์ต้องผ่านการฆ่าเชื้อที่ถูกต้องก่อนนำมาสักเจาะร่างกาย เพื่อลดโอกาสเสี่ยงที่จะติดโรคได้

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ปัจจัยเสี่ยงติดหนองในแท้

กามโรคในกลุ่มวัยรุ่น


โดยสรุปแล้ว การตระหนักรู้ถึงสัญญาณเตือน ของอาการเจ็บป่วยบริเวณน้องชายของคุณ ที่เกี่ยวข้องกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นั้น มีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาสุขภาพทางเพศที่ดี ด้วยการสังเกตอาการเหล่านี้ ทำให้คุณสามารถเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญ เพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการลุกลามใหญ่โตจนยากต่อการรักษาในภายหลัง อีกทั้งเป็นการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ และลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ปฏิบัติพฤติกรรมที่ปลอดภัยเช่น การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ การหมั่นตรวจกามโรคเป็นประจำ การสื่อสารกับคู่นอนอย่างเปิดเผย และการเอาชนะความกลัวและไปพบแพทย์เพื่อขอความช่วยเหลือที่เชื่อถือได้ โปรดระลึกไว้ว่า การจัดลำดับความสําคัญของสุขภาพทางเพศ และการดำเนินมาตรการป้องกัน ไม่เพียงแต่ปกป้องสวัสดิภาพของตัวเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงส่วนรวม ด้วยสุขภาพทางเพศที่ดี จะช่วยลดโอกาสเกิดความชุกของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในวงกว้างครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ถุงยางอนามัย เลือกซื้ออย่างไรให้เหมาะกับเรา

ทุกคนคงทราบกันดีว่า ถุงยางอนามัย   ช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้กว่า 90% และยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ดีอีกด้วย แต่เป็นเฉพาะกับคนที่ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องด้วยนะ เพราะยังมีอีกหลายต่อหลายคน ที่ยังเลือกซื้อถุงยางอนามัยยังไม่เป็น และยังสวมถุงยางอนามัยด้วยวิธีที่ผิด จึงคงทำให้เสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ และการติดโรคอย่าง เชื้อเอชไอวี ด้วยการใช้ถุงยางอนามัยไม่เหมาะสมกับตัวเองนี่แหละ วันนี้ เรามีวิธีเลือกซื้อถุงยางอนามัยให้เหมาะกับตัวเอง ฉบับมือใหม่หรือแม้แต่ผู้ที่เคยใช้ถุงยางอนามัยมาหลายครั้งแล้วได้ทบทวนว่าที่ตัวเองรู้อยู่นั้นมีความถูกต้องหรือไม่ ทำความรู้จักถุงยางอนามัยกันก่อน! ถุงยางอนามัย หรือ Condom เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่นิยมใช้มากที่สุดในการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวและป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เนื่องจากถุงยางอนามัยสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป โดยตัวถุงยางอนามัย ที่มีจำหน่ายในร้านค้าปัจจุบันมักทำมาจากยางสังเคราะห์ และยางธรรมชาติ แบ่งขนาดออกเป็นหลายไซส์ แต่ที่มีจำหน่ายในไทยจะมีอยู่ 4 ขนาดหลักๆ ได้แก่ ถุงยางอนามัย ขนาด 49 มีขนาดความกว้าง โดยวัดจากก

ใครบ้างที่ควรตรวจเอชไอวี ?

การตรวจเอชไอวี ในปัจจุบันเป็นเรื่องง่าย ใครก็สามารถตรวจได้ คนไทยสามารถรับสิทธิการตรวจเอชไอวีฟรี ปีละ 2 ครั้ง จากโรงพยาบาลรัฐที่มีสิทธิประกันสุขภาพ หรือโรงพยาบาลที่คุณมีสิทธิประกันสังคม จึงทำให้การตรวจเอชไอวีเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ทำให้กลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงเข้ารับการตรวจได้อย่างรวดเร็ว เอชไอวี คืออะไร ? เอชไอวี  (Human Immunodeficiency Virus : HIV) คือ เชื้อไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยจนเกิดความบกพร่อง โดยที่เชื้อไวรัสเอชไอวีจะทำลายเม็ดเลือดขาว CD4 ส่งผลให้มีโอกาสติดเชื้อโรคฉวยโอกาสต่าง ๆ ได้สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้ติดเชื้อเอชไอวีสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระยะ คือ ระยะเฉียบพลัน (Acute HIV Infectious) ระยะสงบทางคลินิก (Clinical Latency Stage)  ระยะโรคเอดส์ (AIDS) ข้อดีของการตรวจเอชไอวี ตรวจเพื่อป้องกันตัวเอง ตรวจเพื่อวางแผนการมีครอบครัว ตรวจเพื่อลดความกังวลและความเครียด ในกรณีที่ตรวจพบเชื้อ ก็จะได้เข้าสู่กระบวนการรักษารวดเร็วและทันท่วงที ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่คู่นอน ป้องกันไม่ให้ไปสู่การติดเชื้อฉวยโอกาส เอชไอวี ใครบ้างที่ควรตรวจ ? การตรวจเอชไอว